ย้ายประเทศกันเถอะ เป็นวัสดุด้านการเมือง นักวิชาการอิสระเตือน!

นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึง “ย้ายประเทศกันเถิด” เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ด้านการเมืองให้ 2 สมัยก่อนนายกฯ กลับมามีอำนาจ วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 ผู้รายงานข่าวรายงานว่า จากกรณีกำเนิดกลุ่ม “ย้ายประเทศกันเถิด” ในเฟซบุ๊ก ที่ภายหลังเปิดมาตรงเวลา 4 วัน มีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้วถึง 6.7 แสนบัญชี (ข้อมูลเวลา 14.30 น. วันที่ 4 พฤษภาคม) อีกทั้งในตอน 1-2 วันแรก ก็เป็นที่เอ่ยถึงอย่างมากมายในโลกออนไลน์ อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากทั้งสื่อโทรทัศน์และเว็บไซต์ที่มีการรายงานข่าวสารตลอดวัน ล่าสุด นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์รูปภาพ นายทักษิณ ชินการปฏิบัติ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินการปฏิบัติ ซึ่งทั้งสองเป็นอดีตนายกฯของเมืองไทย อีกทั้งยังมีภาพบุคคลด้านการเมืองตัวอย่างเช่น นายธนาธร จึงเจริญรุ่งเรืองกิจ ประธานแผนกดีขึ้น สมัยก่อนหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ข้อความถึงกลุ่ม นายพิธา ลิ้มเจริญรุ่งเรืองรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวหน้า โพสต์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังกำหนดข้อความว่า ผู้นำเก่าและผู้นำปัจจุบัน ได้สร้างกระแส “ย้ายประเทศกันเถิด” เพื่อหวังให้คนรุ่นใหม่นั้นชิงชังประเทศตัวเอง และหลอกใช้เป็นอุปกรณ์ด้านการเมือง ให้ตัวเองได้กลับมาครอบครองอำนาจด้านการเมืองอีกครั้ง “ปลุกระดมให้คนอื่น “ย้ายประเทศกันเถิด” แต่ตัวเองและพวก “ต้องการกลับและต้องการอยู่เมืองไทย ตลอดกาล” สมัยก่อน 2 ผู้นำ ต้องการกลับไทยใจจะขาด เพราะเขาและคุณทราบว่าเมืองไทยมีดีอะไรล้นหลาม และให้อะไรกับเขาและคุณบ้าง ส่วนผู้นำคนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน ต้องการอยู่เมืองไทยไม่ไปไหนแน่ๆ เพราะเขาและคุณทราบว่าเมืองไทยมีดีอะไรล้นหลาม และให้อะไรกับเขาและคุณบ้าง”

ลูกบิด ประสบการณ์คืนหนาวเหน็บ เกี่ยวอะไรกับ ย้ายประเทศกันเถอะ

ย้ายประเทศกันเถอะ ยังเป็นกระแสร้อนในโลกโซเชียล นอกจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม ล่าสุดยังเป็นที่มาของดราม่าเรื่องใหม่ “ลูกบิด” วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 ทั้งคืนก่อนหน้านี้ตลอดถึงวันนี้ ชาวโซเชียลคงจะเลื่อนฟีดแล้วพบมุกเกี่ยวกับ “ลูกบิด” มาบ้าง ตอนแรกหลายท่านบางทีอาจรู้สึกว่าเป็นมุกส่วนตัวหรือมุกเฉพาะกรุ๊ปของเพื่อนๆในเฟซบุ๊ก แต่เชื่อหรือไม่ว่าดราม่านี้เป็นความตลอดจากกระแส กรุ๊ปเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” ซึ่งในเวลา 13.55 น. วันนี้ จำนวนสมาชิกพุ่งไปถึง 6.7 แสนคน แล้ว ด้วยความแรงของ “ย้ายประเทศกันเถอะ” ทำให้มีหลายท่านออกมากล่าวเตือนผู้ใหญ่ที่มีอำนาจว่าอย่ามองข้ามเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกาลกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คิดว่า ถ้าหากสมาชิกในกลุ่มนี้ เพียงแต่ 1% หรือ 10% ได้ย้ายไปยังประเทศอื่นๆจริงๆจัดว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากผู้ที่จะไปได้ควรจะเป็นระดับครีมของครีม เป็นผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจจริงที่เป็นประเทศนั้นยอมรับ ด้าน “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วิเคราะห์ว่า วัยรุ่นรับมิได้และไม่เห็นวี่แววการเปลี่ยนแปลง ก็คงจะต้องการย้ายเนื่องจากประเทศจำนวนมากไม่เป็นอย่างงี้ แต่ถึงที่สุดพวกเขาจะเข้าใจตรงกันว่าไม่ได้ง่าย รวมทั้งความรู้สึกนี้จะกลายเป็นพลังหันมาสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้มีอนาคตเพื่อคนทุกฝ่าย มีพื้นที่ให้คนทุกกรุ๊ป มีความเสมอภาคให้คนทุกคน แต่ความเห็นที่ถูกกล่าวถึงสูงที่สุด กลับมาจากฝั่งที่มีแนวความคิดด้านการเมืองตรงกันข้ามกับสมาชิกจำนวนมากในกรุ๊ป “ย้ายประเทศกันเถอะ” โน่นคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ ศักดิ์วพระอาทิตย์ชญ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสถิติปรับใช้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งโพสต์เล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา แทบ 6 ปี ตอนเรียนปริญญาเอก โดยยอมรับว่าทีแรกๆมีความคิดจะไม่กลับประเทศไทย จะอยู่สหรัฐอเมริกา ต่อ เมื่ออยู่สหรัฐอเมริกา ได้สักพัก ก็เลยรู้ดีว่าตนเองเป็นเพียงแค่ “ราษฎรชั้นสอง” พบความลำเอียงหรือการเกลียดเดียดฉันท์ (prejudice) หลายอย่าง เลยรู้ดีว่าอยู่ไหนก็ไม่มีความสุขเหมือนประเทศไทย แต่สถานะการณ์ที่ทำให้อาจารย์คนดังไม่อยากอยู่เมืองนอกต่อ คือสถานะการณ์ฝังใจในวันที่อากาศหนาวมาก… “วันหนึ่งอากาศหนาวมาก ผมจะเข้าบ้านยามเช้า เลยถอดถุงมือเพื่อจับกุญแจไขลูกบิดได้ถนัด เอามือเปล่าจับประตูแล้ว เพราะเหตุว่าหนาวเย็นจัดมาก มือเปล่าๆเลยกำเนิดน้ำแข็งเกาะติดกับลูกบิดประตู ผมต้องก้มเอาลมปากร้อนๆเป่ามือกระทั่งเอามือออกมาจากลูกบิด…” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ เล่า จุดพลิกผันนี้เองที่ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ กำเนิดปัญหาในใจว่า จะอยู่ทรมาทรกรรมเป็นราษฎรชั้นสามชั้นสี่ ในที่ที่ไม่ใช่ถิ่นฐานบ้านช่องเพราะอะไร? วินาทีนั้นก็เลยตัดสินใจว่าต้องกลับมารับใช้ชาติบ้านเรือน “ชาติบ้านเมืองของเรา อาจจะวุ่นวายไปบ้าง มีความระหองระแหง มีคนเลว มีนักการเมืองชั่วช้า มีประชากรชั่วช้ารวมทั้งเห็นแก่ตัว มีต่างชาติเข้ามาแทรกแซงธุรกิจการค้าภายในประเทศ มีการกลั่นแกล้งรังแกกัน แต่ถ้าหากเราถือมั่นสำหรับในการทำความดีเพื่อชาติบ้านเมือง ผมเชื่อถือว่าแล้วความดีงามจะป้องกันเรา อยู่ไหน ทำเพื่อคนใดกันก็ไม่พอๆกับทำให้แผ่นดินกำเนิด” ก่อนจบท้ายการโพสต์เล่าประสบการณ์ไม่ดีกับลูกบิดว่า ฝากให้คนชิงชังชาติที่คิดจะไปอยู่บ้านเรือนอื่น ชาติอื่น แล้วสักวันคุณจะเข้าดวงใจ เอาเป็นว่า ขออำนวยพรให้พวกที่ต้องการไป ได้ไป ได้พบกับเรื่องจริง ขอให้รีบๆไปเลยครับผม ขออำนวยพรให้ลาภดี ได้เข้าใจชีวิตจริงๆมิได้เหนี่ยวรั้ง มิได้ไล่ อำนวยพรให้ควรรีบไปให้เร็วสมปรารถนามุ่งมาดปรารถนาควรทุกประการ ในที่สุดเรื่องเล่าของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ ได้กลายเป็นไวรัลในโซเชียล เพียงแต่ 1 วันหลังโพสต์ มีคนกดแชร์กว่า 1 หมื่นครั้ง แสดงความรู้สึกกว่า 3.1 หมื่นครั้ง รวมทั้งแสดงความเห็นมากกว่า 3.3 พันครั้ง สำหรับคนที่เห็นด้วยต่างชื่นชอบที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ นำวิชาความรู้กลับมารับใช้ชาติ ทั้งเป็นอย่างยิ่งดวงใจให้สำหรับเพื่อการต่อสู้เพื่อคุ้มครองบ้านเรือน แต่ฝั่งที่ไม่เห็นด้วยถล่ม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ ว่า เป็นคนการเล่าเรียนสูง เหตุไรก็เลยไม่เคยทราบว่าควรใส่ถุงมือจับลูกบิดตอนอากาศหนาว ในตอนที่อีกหลายท่านล้อเลียนว่า ถ้าหากไม่ใช่เนื่องจากลูกบิด คงจะไม่กลับมารับใช้ชาติ รวมทั้งต่อมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ ได้จำกัดผู้ที่สามารถแสดงความเห็นต่อโพสต์นี้ แล้ว ล่าสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ โพสต์ถึงเรื่องนี้อีกที โดยอธิบายว่า ตอนจะเข้าบ้าน ไขกุญแจมิได้ เนื่องจากอุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส เลยถอดถุงมือออก แล้วไขกุญแจลูกบิด แล้วหลงๆลืมๆใส่ถุงมือก่อนจับลูกบิดประตู เลยทำให้มือติดลูกบิดประตู เป็นเรื่องปกติ คนเราเผลอลืมกันได้ นอกเหนือจากนั้นยังพูดถึงชายคนหนึ่งว่า ทะเลาะกับคนภายในครอบครัว พอเพียงเขาปิดล็อกลูกบิดประตู กลับเอาขวานจามลูกบิดรวมทั้งประตูบ้านตนเองกระทั่งเละพังทลายยับ เอาแต่ใจ ไม่มีวุฒิภาวะ มีแต่อารมณ์ ที่สำคัญทำลายอาคารบ้านเรือนรวมทั้งบ้านเรือนของตน อย่างไรก็ดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อานนท์ มิได้บอกว่ากล่าวพูดถึงคนใดกัน

ศรราม ขอบอกบ้าง ข้างหลังอดีตภรรยา กุ้งพลอย ไลฟ์สดทวงขอลูกคืนสู่อกแม่

หลังจากที่สมัยก่อนเมีย กุ้งพลอย กนิษฐรินทร์ หรือ ติ๊ก บิ๊กบราคุณร์ ได้ออกมาโพสต์คลิปเพื่อทวงลูกคืนจากสมัยก่อนสามี ชายหนุ่ม ศรราม เทวดาป้องกัน โดยเจ้าตัวบอกว่า พัฒนาการของบุตรสาวนั้นช้าเหลือเกิน อีกทั้งยังได้ไลฟ์สดเปิดเผยสมัยก่อนสามีแบบจุกๆอีกหลายเรื่อง งานนี้ ชายหนุ่ม ศรราม เทวดาป้องกัน ก็ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับอีจัน ถึงในกรณีที่หลายท่านกำลังมีความสนใจของครอบครัวนี้ว่า “เรื่องพัฒนาการของวีจินะครับผม ก่อนหน้านี้ผมก็ดำเนินการและก็คอยดูครับ ในเรื่องของเขาว่าทำไมถึงยังพูดไม่เป็นคำ ก็เลยได้ไปพบกับแพทย์นพชาติชั้นวรรณะ ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ในวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม ครับผม ซึ่งคุณติ๊กก็ไปด้วยนะ และก็ได้รับคำแนะนำจากแพทย์มาแล้วว่าให้ฝึกฝนความชำนาญอย่างไร หรือเพิ่มเติมอีกอย่างไร เพื่อที่จะให้วีจิพูดได้เป็นคำเพิ่มมากขึ้นครับผม พวกเราก็กลับมาเอาอย่างในสิ่งที่แพทย์แนะนำ ซึ่งแพทย์นพชาติชั้นวรรณะ ก็จะนัดอีกครั้งวันที่ 22 พ.ค. ครับผม แพทย์ก็ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกด้วยครับผม ว่าวีจิมีพัฒนาการอีกทั้งเรื่องของร่างกาย เรื่องภาษากายครับ ไม่ว่าจะเป็น กิฟมีไฟว์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแสดงออกทางภาษากายดีนะครับผม ดีเลิศๆเพียงแค่อาจจะจะต้องเพิ่มพัฒนาการในเรื่องของการพูดครับผม” เขาบอกว่าพี่ชายหนุ่มใจดำไม่ให้พบลูกให้พบลูกน้อยไป? “ผมจะต้องขอญาตเรียนแบบนี้ว่า ในพื้นฐานเนี่ย ผมให้ท่านติ๊กมาพบลูกเดือนละสองครั้งครับ และก็สำหรับในการพบแต่ละครั้งก็มีการเปลี่ยนเกิดขึ้น ซึ่งมีสาเหตุจากฝั่งคุณติ๊ก ไม่ว่าจะเป็นการร้องมูลนิธิ หรือว่าให้ไปพบทางหน่วยงานภาครัฐต่างๆแล้ว คุณติ๊กก็ไม่พึงใจเอง ซึ่งมีต้นเหตุจากตัวคุณติ๊กเองครับ คราวนี้ก็กลับมาคุยกันใหม่ ผมเองก็ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว ก็อยากที่จะให้คุณติ๊กได้ได้โอกาสพบลูกได้มากขึ้น ผมก็ขยับระยะเวลาให้ท่านติ๊กได้พบลูก เดือนละสี่ครั้งก็เท่ากับอาทิตย์ละหนึ่งครั้งครับ ก็โดยมีการนัดจัดว่าให้พบวันแล้ววันเล่าเสาร์ แต่ว่าถ้าว่าวันเสาร์นั้นติดงานหรือผู้ใดกันแน่มีอะไรจะต้องไปทำ ก็จำเป็นที่จะต้องขออนุญาตเลื่อนไปพบวันอื่น แต่ว่าอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้งได้พบ เรื่องตรงนี้ผมเอง คุณติ๊กเอง ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ทราบกันหมดทั้งหมดทุกอย่างแล้วครับผม เรื่องการพบลูกครับ ในพื้นฐานพบกันที่ร้านอาหารที่พวกเราทานกันเป็นประจำครับผม และก็ไปพบตามหน่วยงานที่คุณติ๊กร้องมา เมื่อคุณติ๊กปฏิเสธ พวกเราก็กลับมาพบกันที่ร้านอาหารเหมือนเดิม ผมเองมีความคิดเห็นว่ามันจะเป็นการรบกวนสถานที่ของเขา ด้วยเหตุว่าเขาก็อยู่ในระหว่างการปรับปรุงร้าน ผมเองก็มีคอนโดอยู่ ก็เลยได้คิดว่าไปพบกันที่คอนโดดีมากกว่า ก็ปรึกษาหารือและขอคำแนะนำกับที่ปรึกษาข้อบังคับว่าให้ท่านติ๊กมาหาลูกที่คอนโด มันจะได้สบายมากขึ้น ซึ่งก็มีการไปพบกันมี.ค.ครับ วันที่พาวีจิไปพบแพทย์ร่วมกัน เมื่อไปพบแพทย์เสร็จแล้วคุณติ๊กก็ขอพาลูกไปเซ็นทรัล ผมก็อนุญาต เพียงพอผมอนุญาตเสร็จคุณติ๊กก็โทรไปยืมสตางค์เพื่อนพ้องกระทั่งเพื่อนพ้องคนนั้นเนี่ยก็โทรมาทวงกับผม แล้วผมก็จะต้องให้เขาครับ แล้วถัดมาครับผม ก็เป็นอาทิตย์ถัดมา ผมก็ให้ที่ปรึกษาข้อบังคับแจ้งคุณติ๊กไปตั้งแต่วันพุธครับผม วันพุธถัดมาก็คือวันที่ 23 หรือ 24 ว่าอาทิตย์ต่อไปเนี่ย เสาร์-อาทิตย์-จันทร์ พวกเราจะไม่อยู่ พวกเราจะไปเขาใหญ่ ก็ขอเลื่อนคุณติ๊กมาพบลูกวันอังคาร ซึ่งคุณติ๊กก็กำเนิดความรู้สึกไม่ถูกใจอย่างมาก ก็ส่งข้อความมาหาในวันเสาร์ที่ 27 มีนาคมครับบอกว่า เขาไม่เอาลูกแล้ว เขายกลูกให้ผมดูแล แล้วเขาก็ขอบล็อกทุกคน” เขาเรียกร้องว่าให้เขาพบลูกบ้าง ด้วยเหตุว่าก่อนหน้านี้ตอนวันเกิดลูกเขาไม่ได้คุยกับลูกเลย ซึ่งคนเป็นแม่บอกเสียใจมาก? “ที่บอกว่าวันเกิดลูกเป็นวันสำคัญก็คือวันที่ 8 เดือนเมษายน หรือว่าวันเกิดของเขาเป็นวันที่ 13 เดือนเมษายน เพราะเหตุใดถึงไม่ให้เขาพบลูกหรืออะไร ผมก็จะต้องขออนุญาตเรียนแบบนี้ ในเมื่อเขาไม่เอาลูกแล้วเนี่ย ผมก็จะต้องก้มหน้าก้มตาดูแลลูกของผมต่อไป อย่างที่ผมบอกครับผม เป็นผมตั้งใจดำเนินการดูแลแม่ เลี้ยงลูกให้ดี ในเมื่อคุณติ๊กมีความมั่นหมายที่จะไม่เอาลูกแล้ว แล้วจู่ๆจะให้ผมโทรไปเพื่อเขามาพบลูกก็น่าจะไม่ใช่ ส่วนลำดับที่สองเป็นว่าในวันที่ 13 เดือนเมษายน วันสงกรานต์ครับผม พี่เลี้ยงของวีจิ พี่อ้อยก็ลากลับบ้านที่ร้อยเอ็ดครับผม อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะอธิบาย เนื่องจากว่าในเมื่อเขาไม่ต้องการลูกแล้วเนี่ย พวกเราจะไปขอร้องอะไรเพิ่มเติมอีกก็คงไม่ใช่เรื่องครับ แต่ว่าพวกเรามีหน้าที่ดูแลวีจิอยู่แล้ว พวกเราก็จะดูแลกันเต็มที่เหมือนเดิมครับผม” รู้ไหมขาว่าทางสมัยก่อนเมียมีไลฟ์สดเอ๋ยถึงพวกเรา? “จะต้องบอกแบบนี้ครับผมว่า ผมเองเนี่ยไม่รู้จักครับ ไม่รู้จักข้อมูลและก็ไม่ได้เอาใจใส่ด้วยครับผม เนื่องจากว่าตนเองก็ดำเนินการครับ และก็ช่วงนี้เป็นช่วงๆวัววิดก็พากเพียรอยู่กับลูกมากๆนะครับ” ทางเขาพูดเรื่องที่ว่าพวกเราติดเหล้าด้วย ตรงนี้พี่ชายหนุ่มจะอธิบายว่าอย่างไรขา? “ผมจะต้องขออนุญาตเรียนอธิบายแบบนี้ครับว่า ผมเป็นบิดาคนแล้วครับ อายุขนาดนี้แล้วครับ ผมทราบดีว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควรจะทำ อะไรไม่สมควรที่จะทำครับผม” เขาบอกว่าในเวลานี้เขาพร้อมจะเลี้ยงลูกแล้ว เขาบอกว่าจะปลดปล่อยให้เขาดูแลลูกได้ไหม? “ผมจะต้องเรียนแบบนี้ครับผม ว่าทั้งหมดทุกอย่างพวกเราเอาอย่างหน้าที่ครับ ก็คือหน้าที่เป็นว่าในบันทึกในใบหย่า บันทึกข้างหลังใบหย่า ได้บันทึกไว้หมดแล้วว่า ผมมีสิทธิ์ที่จะดูแลวีจิแต่เพียงผู้เดียวครับ และก็หน้าที่ผมเป็นอนุญาตให้ท่านติ๊กมาพบลูกเพียงเท่านั้น แต่เพียงแต่ว่าคุณติ๊กได้บอกความมั่นหมายของตนมาแล้วว่า เขาไม่ต้องการลูก เขายกลูกให้ผมมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคมแล้วครับ ฉะนั้นผมก็จะเอาอย่างในสิ่งที่เป็นความปรารถนาของคุณติ๊ก และก็อยากจะบอกว่าเอกสาร หรือว่าอะไรต่างๆหรือว่าเนื้อหาต่างๆผมก็ได้เก็บให้หมดทั้งหมดทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วครับผม” มีการวางแผนเรื่องการเลี้ยงลูกต่อไปอย่างไรบ้าง? “พวกเราก็น่าจะดูแลเขาอย่างยอดเยี่ยมที่สุดครับ พวกเราก็อยากจะบอกว่าวีจิเนี่ยเขามีที่ปรึกษาเป็นคุณแพทย์ทั้งปวงครับ และก็อยากจะบอกว่าที่ทุกคนเป็นห่วงเรื่องพี่เลี้ยง ผมอยากจะบอกว่าไม่ว่าจะเป็นพี่เลี้ยงวีจิ หรือเป็นพี่เลี้ยงม่าม้าของผมครับ ผมจะบอกว่าเขาผ่านงานมาไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 15 ปีนะครับผม จากเนอสเซอรี ซึ่งเนอสเซอรีแห่งนี้ของเพื่อนพ้องผมที่เรียนเซนต์คาเบรียลกับผมมาตั้งแต่ ป.1 ครับ พวกเราเป็นเพื่อนกันกว่าแทบๆจะ 40 ปีแล้วครับผม เขาผ่านงานที่ตรงนั้นมา ดำเนินการและก็มีที่ว่ามีแนวทางในการทำงานที่ถูกอยู่แล้ว โน่นเป็นผลของพี่หลีกเลี่ยงที่หลายท่านกลุ้มใจครับ และก็ในระหว่างที่วีจิมีพัฒนาการ อาจจะเรื่องของการพูดช้าหน่อย เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นอย่างยิ่งจิตใจแล้วโพสต์มาไม่ว่าจะเป็นในเฟซบุ๊กของผม ยูทูบ อินสตามึงรม ถ้าอะไรเป็นอย่างยิ่งจิตใจหรือเป็นการพูดจา เป็นการเขียนคอมเมนต์ด้วยความกังวล ผมกราบขอบพระคุณมากๆ แต่ว่าแม้ว่าผมอ่านดูแล้วคอมเมนต์อะไรก็แล้วแต่ ไม่ได้กำเนิดผลดีกับผม วีจิ หรือครอบครัวของพวกเรา ผมก็จะลบคอมเมนต์นั้น และก็จะบล็อก ด้วยเหตุว่าผมจัดว่าไม่ใช่สิ่งที่มีความหมาย และก็จะทำให้ผมกับลูกไปในทางที่ดีนะครับผม ก็จะต้องขอขอบคุณครับ ทุกๆพลังใจที่ส่งเข้ามาให้ ถ้าว่ามีประโยชน์ ไหว้พระคุณมาก แต่ว่าถ้าเป็นการทำลายกันหรือว่าทำให้พวกเราสุขภาพย่ำแย่จิตในระหว่างที่พวกเราเลี้ยงลูกผมก็จะต้องขออนุญาตลบใจความนั้น และก็ขอบล็อกไปครับ ขอบพระคุณมากๆครับผม”

คนไทยรอลุ้นได้ฉีดวัคซีน Moderna เร็วๆนี้ หลังอย.กำลังพิจารณาขึ้นทะเบียน

อย. เผยอยู่ระหว่างพิจารณาวัคซีน Moderna คนไทยรอลุ้นได้ฉีด หลังบรัษัทวัค๙ีนเข้าพบอนุทินเมื่อวานขอให้ขึ้นทะเบียน เมื่อวันที่ 3 เดือนพฤษภาคม64 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ทวีตชี้แจงว่า ตอนนี้ อย. อนุมัติวัคซีนโควิด-19 แล้ว 3 ราย 1.วัคซีนAZD1222 ของ AstraZeneca นำเข้าโดย บริษัทแอสตราเซนเนกา (ประเทศไทย) จำกัด 2.วัคซีนCoronaVac ของ Sinovac นำเข้าโดยหน่วยงานเภสัสต่อยรรม (อภ.) 3.วัคซีนJNJ-78436735 ของ Johnson & Johnson นำเข้าโดย บริษัทแจนเซ่น – ซีแลก จำกัด ส่วนวัคซีนที่อยู่ระหว่างประเมินคำขอจดทะเบียน 1.วัคซีนmRNA-1273 ของ moderna นำเข้าโดย บริษัทสิลลิคฟาร์มา จำกัด นอกนั้น ยังมีวัคซีนทยอยยื่นเอกสารประเมินคำขอจดทะเบียนสม่ำเสมอ 1.วัคซีนCovaxin ของ BHARAT BIOTECH นำเข้าโดย บริษัทไบโอเจเนเทค จำกัด 2.วัคซีนSputznik V ของ Sputnik V นำเข้าโดย บริษัทคินเจน ไบโอเทค จำกัด มีรายงานข่าวสารว่า เมื่อตอนเวลาบ่ายวันที่ 3 เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ตัวแทน บริษัทสิลลิคฟาร์มา ไปพบนายไดอารี่ ชาญวีรกูล รองนายกฯแล้วก็รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข โดยเจรจาจดทะเบียนวัคซีน Moderna ในไทย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนประเมินเอกสารคำขอของ อย.

Fb ของประเทศสวีเดนก็ออกมาโฆษณาชวนเชื่อรัวๆว่า

“ท่านกำลังฝันจะย้ายประเทศอยู่หรือไม่ พวกเราขอนำเสนอเหตุผลว่าเพราะอะไรราชอาณาจักรสวีเดน บางทีอาจเป็นจุดหมายปลายทางที่ดี”..บลา บลา บลา ผมในฐานะของคนที่อยู่ในประเทศสวีเดนมาแล้ว 30 ปี เดี๋ยวนี้บุตรสาวที่เกิดตรงนั้นก็ยังอาศัยอยู่ ไม่ได้ย้ายตามบิดามาไทย ถามว่า ราชอาณาจักรสวีเดนดีไหม เป็นสังคมที่น่าอยู่หรือไม่ ตอบได้ว่า เป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ระบบเมืองสวัสดิการที่ดูแลคนตั้งแต่กำเนิดจนกว่าตาย นับว่าเป็นระบบที่ใช้ได้ผล แล้วก็ดีเป็นลำดับต้นๆของโลกก็ว่าได้ เหมือนกันกับ ประเทศนอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ แล้วก็ไอซ์แลนด์ ที่สำคัญคือเป็นประเทศประชาธิปไตยสุดๆเท่าที่จะมีได้ประเทศหนึ่งในโลก เมื่อ fb ประเทศสวีเดนออกมาแบบนั้น ด้านใน 22 ชั่วโมงที่โพสต์นี้ออกไป ก็มีคนเข้าไปกดไลค์ถึง 5.1 หมื่นครั้ง มีคอมเมนต์เข้ามา 8.1 พันครั้ง แล้วก็แชร์ออกไปถึง 3.6 หมื่นครั้ง นับว่า fb ประเทศสวีเดนประสบผลสำเร็จสำหรับการโฆษณาชวนเชื่อ ยิ่งมองจากคอมเมนต์ที่เข้ามาที่ส่วนใหญ่สรรเสริญ แล้วก็แน่นอนว่าจำนวนมากหวังจะเก็บกระเป๋าบินกันไปเลย Fb ประเทศสวีเดน พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว แล้วก็นี่คือสิ่งที่น่าสงสัยว่า ที่โพสต์มาแบบนั้นในวันนี้ ต้องการอะไร เด็กๆที่ดูแล fb คิดอะไรกันอยู่หรือ ประเทศสวีเดนน่าอยู่ – ใช่ แต่การเข้าไปนั้น –ยากมาก ถ้าเกิดไม่มีคุณสมบัติกับเงื่อนไขของการเข้าไปอยู่อาศัยแล้ว ไม่มีช่องทางได้เข้าประเทศขอรับ ช่วยตรึกตรองจุดนี้ด้วย ประเทศสวีเดนไม่ได้ให้ผู้ใดเข้าไปง่ายๆ การเข้าประเทศสวีเดนได้ หลักกว้างๆก็คือ เข้าไปอย่างนักเดินทาง อันนี้ไม่ยาก ซื้อทัวร์ไปง่ายที่สุด แต่จะอยู่เกินกว่าหมายกำหนดการท่องเที่ยวไม่ได้ หรือเข้าไปแบบเด็กนักเรียน แต่เรียนจบหรือเลิกเรียนเมื่อใด จำเป็นต้องกลับไทย ละเว้นแต่ระหว่างเรียนมีคนรักหรือคู่สมรสที่อยู่ตรงนั้น ก็สามารถขอทำเรื่องเปลี่ยนวีซ่าจากเด็กนักเรียนไปเป็นผู้อาศัยแล้วก็ทำงานได้ แต่กับการเข้าไปทำมากิน อยู่อาศัยอย่างถาวร อันนี้มีเงื่อนไขแล้ว สำคัญๆการขอไปอยู่ได้ก็คือ มีคนรักหรือคู่สมรสที่อยู่ตรงนั้น หรือขอตามบิดามารดา ผู้ดูแลเข้าไป (แต่อายุจำเป็นต้องไม่เกิน 21 ปี) หรือเป็นคนที่อยู่อาศัยอยู่แล้วในประเทศยุโรปเหนือ (มี 5 ประเทศ) หรืออยู่ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (มี 27 ประเทศ) จึงย้ายไปได้ หรือมีหน่วยงาน บริษัท ร้านค้าในประเทศสวีเดนการันตี ทำเรื่องขอพวกเราเข้าไปเป็นคนงาน อีกอันที่มี คือ ขอเข้าไปเป็นผู้หนีภัย นี่คือเงื่อนไขที่เป็นจริง ไม่ใช่ว่านึกจะบินก็บินไปได้ อันนี้ fb ประเทศสวีเดนควรแจงให้ชัด จะมาแค่กล่าวถึงว่ามีรายละเอียดอยู่ในเวปอื่นๆของสถานทูต เข้าไปหาอ่านเองได้ แค่นี้ไม่ได้ ควรเสนอแล้วก็ให้ข้อมูลที่แจ่มแจ้งแล้วก็ถูกต้องให้มากกว่าการพูดแค่ “ฝัน” จะย้ายประเทศ คิดถึงประเทศสวีเดน วันนี้ประเทศสวีเดนมีคนในวัยทำงาน ไม่มีงานทำถึง 10% คิดเป็นปริมาณคนถึง 549,300 คน สัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา คนว่างงานมากขึ้นจากสัปดาห์ก่อนถึง 3% ยิ่งสมัยโควิด ยิ่งห่วย ในประเทศสวีเดน รัฐบาลโดนจู่โจมมาก เรื่องหางานให้คนทำไม่ได้ ทางการเมือง พรรคขวาจัด Sverigedemokraterna ที่ต้านคนประเทศอื่นแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ คะแนนไล่ๆกันมาพร้อมกับพรรคสังคมประชาธิปไตย Socialdemokraterna แล้วก็พรรคอนุรักษ์นิยม Moderaterna แล้วเขาจะให้คนแห่กันเข้าไปทำไม ถ้าเกิดแค่รังเกียจรัฐบาลคุณประยุทธ์ แล้วย้ายไปตรงนั้น จะหนีเสือปะตะไข้ ขอรับ มีผู้ใดเล่าหรือยังขอรับว่า หลายปีที่ผ่านเลยมาแผนการของรัฐบาลประเทศสวีเดนไม่ได้สนับสนุนให้คนประเทศอื่นเข้าประเทศมากเลย ได้โอกาสตรึกตรองจากเอกสารสำหรับสมัคร ถ้าเกิดมีช่องโหว่ให้ไล่ ให้ส่งคืนแล้ว เขาจะไม่รอคอยช้า คนที่เข้าไปขอหนีภัยเยอะแยะ รอคอยฟังการพินิจพิเคราะห์เป็นปีๆอยู่แบบไม่มีอนาคตและไม่มองเห็น “ความฝัน” ในชีวิต ที่ถูกจับตัวขึ้นเครื่องส่งกลับประเทศก็มีเยอะแยะแล้ว ถึงแม้ว่าจะว่าหลายคนถูกส่งคืนไปประเทศที่เป็นเผด็จการ แล้วก็ตำรวจตรงนั้นรอคอยรับตัวเพื่อยัดเข้าเรือนจำ หรือเอาไปประหารชีวิต ก็กำเนิดเป็นข่าวเสมอ คนประเทศอื่นที่เข้าไปอยู่อาศัยแล้วเป็นปีๆหรือเกิน 10 ปี หลบๆหลบซ่อนๆหนีตำรวจหัวซุกหัวซุนเป็นหลายหมื่นคนในประเทศเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยในประเทศ เดี๋ยวนี้มีแต่เพิ่มจำนวนขึ้น เกินแสนคนแล้วมั้งขอรับ ผมไม่ได้เจตนากัดกันความสำราญใน “ความฝัน” ของผู้ใดที่จะออกนอกประเทศ ที่เขียนมาทั้งหมด ก็บอกเรื่องประเทศสวีเดนประเทศเดียว ที่ผมมีความเห็นว่าเด็กๆที่ทำ fb ประเทศสวีเดน ไม่ได้ให้ภาพที่รอบด้านกับผู้สนใจ นำไปสู่ความเข้าใจผิดอย่างมากมายมหาศาล ถ้าเกิดไม่เตือนกันแล้ว “ความฝัน” ที่หวังไว้จะเป็น “ฝันร้าย” ที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเชียวละครับ

โทนี่ เผยผ่านคลับเฮาส์ วัคซีน Pfizer เข้ามาในไทยแล้วแต่ไม่มาก

นายทักษิณ ชินวัตร​ อดีตนายกรัฐมนตรี หรือที่ชาวเน็ตรู้จักในอีกชื่อ คือ โทนี วู้ดซัม ได้ร่วมพูดคุยช่อง CARE Clubhouse x CARE Talk : คิดเคลื่อนไทย พลิกฟื้นวิกฤตโควิด กับ Tony Woodsome โดยพูดถึงการแพร่ระบาดของวัววิด-19 รวมทั้งการบริหารจัดแจงพื้นที่ลำคลองเตย รวมถึงเรื่องวัคซีนที่ชักช้า ว่าจำต้องรู้เรื่องว่า วัคซีนแม้ว่าจะเสี่ยงไม่มากมาย แต่มีความเสี่ยง เนื่องจากทุกแบรนด์ เป็นแบบฉุกเฉิน ปีเดียวอนุญาตเลย แนวทางในการเลือกซื้อวัคซีนของไทย 2 แบรนด์ โดยผมงงงวยว่าทำไมเลือกวัคซีนเลือก 2 แบรนด์นี้ ในเมื่อทั่วทั้งโลกทราบว่าจำต้องไฟเซอร์ กับ โมเดอร์นา ถ้าเกิดจีนจำต้องสิโนฟาร์ม ทำไมไทยเลือก 2 อันนี้ รวมทั้งทุกคนจำต้องไปซื้อจากองค์การเภสัชกรรม ให้โรงหมอไปซื้อต่อวันนี้ไฟเซอร์ แม้เข้าไปดูเว็บไซต์เมืองไทยมีเอาเข้ามาแล้ว แต่เอาเข้ามาไม่มากมาย วันนี้แม้สั่งไม่ได้ทำไมไม่ยืมมาก่อน อย่างสปุตนิกหากให้ 10 ล้าน เอามาล้านนึงก่อนได้ไหม วันนี้วัคซีนยังไงก็จำต้องใช้ รัฐบาลจำต้องเปิดเสรีนำเข้าวัคซีนได้แล้ว ภาคเอกชนจะออกเงินเองอะไรเอง จะห้ามเขาทำไม อยากใช้งบหรือไง วันนี้พึงพอใจกว้างอย่าเป็นคนมีปัญหา และก็ยังกำหนดเพราะว่าผู้ที่เหมาะสมเป็น รมว.สาธารณสุข ในเหตุการณ์นี้ควรจะเป็นผู้ที่คุยกับนายกฯ ได้ คุยแล้วนายกฯ ฟังรวมทั้งเชื่อ นอกเหนือจากนั้นในช่วงท้ายมีการถามหาหัวข้อการเมือง อนาคตของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์อร่อย ซึ่งนายทักษิณกล่าวว่า จำต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเบื่อหรือยัง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 มันตกทอดอำนาจ ทำลายทุกอย่างแต่เก้าอี้นายกฯ มั่นคง เนื่องจากมี สมาชิกวุฒิสภา250 คน แต่เชื่อว่าแม้มีลงคะแนนเสียงคราวหน้า จะไม่มีพรรคการเมืองได้เสียงหัวแตกแบบครั้งนี้ รวมทั้งจากเหตุการณ์แบบอาจมีพรรคการเมืองที่ได้เสียงแบบถล่มทลายได้รวมทั้งทำให้สมาชิกวุฒิสภาไม่กล้าเป็นฝักถั่ว นอกเหนือจากนั้น นายทักษิณ ยังได้กล่าวถึง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายข้อบังคับเพราะว่า รู้สึกเสียใจมากมายที่เชิญชวนให้มาเล่นการเมืองรวมทั้งมาใช้ข้อบังคับอย่างนี้ ส่วนเรื่องกลับไปอยู่บ้านจะได้กลับไหม ก็ไม่ได้คิดอะไรแล้ว อายุจะ 73 แล้วเพียงแค่อยากได้อยู่กับหลานๆเพียงแค่นั้น

ด่วน! “อนุชา” เผย มติ มส. ชี้พฤติกรรม “พระมหาสมปอง” ไม่ใช่ธุระสงฆ์

นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ความเห็นชอบ มส. ชี้ความประพฤติปฏิบัติ “พระมหาสมปอง” ไม่ใช่ธุระพระสงฆ์ รีวิวอาหารเสริม -อยู่ในข่ายแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่เหมาะสม เสนอให้ พศ.ปฏิบัติการสอบด่วน วันที่ 4 พฤษภาคม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เอ๋ยถึงกรณีที่พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง แสดงความคิดเห็นรูปแบบการทำงานของรัฐบาลช่วงสถานการณ์วัววิด-19 ผ่านสื่อหนทางต่างๆทั้งมีการกระทำโปรโมทประชาสัมพันธ์ขายของ (ปุ๋ยน้ำ) ออกสื่อสังคมออนไลน์ ว่า ตนได้ออกคำสั่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอหัวข้อนี้ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อพินิจพิเคราะห์ข้อคิดเห็นต่อการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ซึ่งนับว่าไม่เป็นธุระของสงฆ์ นายอนุชา กล่าวว่า ล่าสุด ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 11/2564 ช่วงวันที่ 30 ม.ย. 2564 ลงความเห็นมีความเห็นว่า พฤติกรรมดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วของพระมหาสมปองอยู่ในข่ายการแสดงความเห็นทางการเมือง รวมทั้งเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติผสานพระสังฆาธิการที่เกี่ยวเนื่องปฏิบัติการถัดไป นายอนุชา กล่าวว่า ตนสั่งย้ำให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เร่งปฏิบัติการตามความเห็นชอบมหาเถรสมาคม (มส.) โดยเร่งด่วน โดยให้ผสานเจ้าอาวาสวัดสังกัดเดิม รวมทั้งหัวหน้าคณะสงฆ์ปกครองพระสงฆ์ที่เกี่ยวเนื่อง พร้อมสำรวจความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุที่มีการปฏิบัติที่ไม่ใช่ธุระของสงฆ์ เพื่อไม่ให้กำเนิดความเสียหายแวดวงพระสงฆ์รวมทั้งพระพุทธศาสนา.

แมนฯ ซิตี้ แกร่งจริง ย้ำแค้น เปแอสเช 10 คน 2-0 เข้าชิง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

“เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านย้ำแค้นเอาชนะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไป 2-0 สกอร์รวม 2 นัด ชนะ 4-1 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จ การแข่งขันชิงชัยบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดู 2020-21 รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง เมื่อคืนวันอังคารที่ 4 เดือนพฤษภาคม 64 เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากอังกฤษ เปิดสนามเอติเตียนฮัด สเตเดียม รับการมาเยือนของ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง จากฝรั่งเศส โดยนัดแรก แมนฯ ซิตี้ เอาชนะมาได้ก่อน 2-1 เปิดตัวครึ่งแรก นาทีที่ 11 แมนฯ ซิตี้ ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ เอแดร์สัน ผู้เฝ้าประตู เปิดบอลยาวขึ้นมาทางฝั่งซ้ายให้ โอเล็กซานเดอร์ ซินศาสนาเชนโก จ่ายย้อนมาให้ เควิน เดอ บรอยน์ ยิงติดบล็อกมาเข้าทาง ริยาด ยักษ์เรซ ซัดด้วยขวาเข้าไปตุงตาข่าย แล้วหลังจากนั้นนาทีที่ 16 เปแอสเช แทบตีเสมอ จากจังหวะที่ อังเคล ดิ มาเรีย เปิดบอลให้ มาร์กินญอส ขึ้นโหม่ง บอลชนคานดังสนั่นหวั่นไหว ถึงนาทีที่ 19 เปแอสเช แทบได้อีกแล้ว ดิ มาเรีย แย่งบอลมาได้แถวหน้าเขตโทษ ก่อนปั่นด้วยซ้าย บอลหลุดเสาสองไปนิดนึง จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง อยู่ 1-0 กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาทีที่ 63 แมนฯ ซิตี้ หนีเป็น 2-0 เมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลทะลุเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายให้ ฟิล โฟเดน ผ่านบอลเรียดมาเสาสอง ริยาด ยักษ์เรซ ยิงจ่อๆเข้าไป ถึงนาทีที่ 69 เปแอสเช จำเป็นต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ อังเคล ดิ มาเรีย ไปเล่นผิดกติกา ย่ำใส่ แฟร์นันดินโญ ผู้ตัดสินไม่คอยช้า ล้วงใบแดงไล่ ดิ มาเรีย ออกมาจากสนามทันที ช่วงเวลาที่เหลือทั้งคู่ทีมทำอะไรกันเพิ่มมิได้ จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไป 2-0 รวมผล 2 นัด แมนฯ ซิตี้ ชนะ 4-1 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ไปคอยเจอกับผู้ชนะระหว่าง เชลซี กับ เรอัล มาดริด ต่อไป โดยนัดชิงชนะเลิศ จะมีขึ้นในวันที่ 29 เดือนพฤษภาคม นี้